CITES
 

 

 
 
  
ไซเตส (CITES) อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ( The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora ) หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อนุสัญญาวอชิงตัน ( Washington Convention ) ประเทศไทยเป็นสมาชิกลำดับที่ 80 โดยลงนามรับรองอนุสัญญาในปี 2518 และให้สัตยาบันในวันที่ 21 มกราคม 2526
          คณะกรรมการ CITES  ประจำประเทศไทย สังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีคำสั่งเลขที่ 339/2535 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2535 แต่งตั้งคณะกรรมการ CITES  ประจำประเทศไทยขึ้น โดยมีหน้าที่ดำเนินการในกิจกรรมต่างๆและให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญา CITES ในประเทศไทย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานของ CITES ในประเทศไทยมอบหมายให้ ส่วนราชการที่มีหน้าที่โดยตรง ในการดูแลชนิดพันธุ์ที่ CITES ควบคุม คือ
                  สัตว์ป่า พืชป่า ของป่า อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมป่าไม้
                  พืช อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมวิชาการเกษตร
                  สัตว์น้ำ อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมประมง
           ปัจจุบัน การดำเนินงานการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์ป่า เพื่อมิให้ประชากรของสัตว์ป่าลดน้อยลงหรือสูญพันธุ์ไป กรมป่าไม้ ได้ดำเนินการร่วมมือและประสานงานกับนานาชาติในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปราม โดยได้จัดตั้งด่านตรวจสัตว์ป่าขึ้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติ ท่าเรือและจุดตรวจตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบการค้า การนำเข้า การส่งออกและนำผ่านแดนซึ่งสัตว์ป่า ที่กระทำผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ.2535 ในปัจจุบันได้จัดตั้งขึ้นแล้วจำนวน 49 ด่าน
 


CITES เริ่มมีขึ้นเมื่อ สหพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ หรือ IUCN ได้จัดการประชุมนานาชาติขึ้น ในปี 2516 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่างอนุสัญญา CITES ขึ้น มีประเทศที่เข้าร่วมประชุม 83 ประเทศรวมทั้งตัวแทนจากประเทศไทยด้วย โดยมีผู้ลงนามรับรองอนุสัญญาฉบับนี้ทันที 21 ประเทศ และในปีพ.ศ.2518 IUCN ได้จัดตั้งสำนักงานเลขาธิการ CITES ขึ้น ทำหน้าที่บริหารอนุสัญญาฉบับนี้ ภายใต้การดูแลของ IUCN  ปัจจุบันมีสำนักงานอยู่ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีสมาชิกกว่า 140 ประเทศ โดยสมาชิกจะต้องจ่ายเงินอุดหนุนรายปีเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของสำนักเลขาธิการ CITES สำหรับประเทศไทยนั้น กรมป่าไม้เป็นผู้ขอตั้งงบประมาณเงินอุดหนุน CITES โดยช่วงปี พ.ศ. 2536 - 2538 ประเทศไทยต้องจ่ายเงินปีละ 112,000 บาท ให้กับ CITES

จุดประสงค์ของ CITES คือ การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าในโลก เพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษย์ชาติโดยเน้นทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือมีการคุกคาม ทำให้มีปริมาณร่อยหรอจนอาจเป็นเหตุให้สูญพันธุ์ วิธีการอนุรักษ์ของ CITES ก็คือ การสร้างเครือข่ายทั่วโลกในการควบคุมการค้าระหว่างประเทศ ( International Trade ) ทั้งสัตว์ป่า พืชป่าและผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ควบคุมการค้าภายในประเทศ สำหรับชนิดพันธุ์อื่นๆ (Native Species)

 


โครงสร้างของ CITES ประกอบไปด้วย

1. สำนักงานเลขาธิการ CITES  ( CITES Secretariat ) ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารสูงสุด คือ เลขาธิการ ( Secretary General ) ซึ่งแต่งตั้งโดยผู้อำนวยการบริการของ UNEP และบุคคลากรประจำหน้าที่ฝ่ายต่าง โดยหน้าที่ของสำนักเลขาธิการ CITES มีดังนี้
จัดประชุมใหญ่สมาชิกอนุสัญญาฯ และอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกในการประชุม
ทำหน้าที่ตามมาตรา 15 และ 16 แห่งอนุสัญญา CITES ว่าด้วยการแก้ไขบัญชีรายชื่อสัตว์และพืชในบัญชีหมายเลข 1,2,3 ( Appendix I-II-III )
ศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมใหญ่ภาคี CITES
ตรวจสอบรายงานประจำปีของภาคี CITES
กระตุ้นภาคี CITES ให้ตระหนักถึงวัตถุประสงค์ของอนุสัญญา CITES
จัดพิมพ์รายชื่อชนิดพันธุ์ใน Appendix I-IIและ III แจกจ่ายแก่สมาชิกพร้อมด้วยคำแนะนำอันเป็นประโยชน์ต่อการจำแนกชนิดพันธุ์นั้น
จัดทำรายงานผลงานประจำปีของ สำนักงานเลขาธิการ CITES เสนอสมาชิก
ให้คำแนะนำแก่สมาชิกในการปฏิบัติตามระเบียบอนุสัญญา CITES
2. คณะกรรมาธิการประจำ ( Standing Committee ) ทำหน้าที่ดังนี้ คือให้คำแนะนำแก่สำนักเลขาธิการ CITES ในการบริหารงานตาม อนุสัญญาฯ ประสานงานในการจัดประชุมใหญ่ระหว่างสำนักเลขาธิการ CITES และประเทศเจ้าภาพเป็นคณะกรรมการควบคุมกฎระเบียบวาระการประชุมใหญ่ภาคี CITES รับรองงบประมาณประจำปีของสำนักเลขาธิการ CITES ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆตามที่สมาชิกขอร้อง
คณะกรรมาธิการประจำประกอบด้วยบุคคล 9 คน ได้แก่ ผู้แทนจาก 6 ภูมิภาคหลัก ( Six major geographic region ) ของ CITES ซึ่งเลือกตั้งโดยสมาชิกในแต่ละภูมิภาค มีวาระการปฏิบัติงาน 2 สมัยประชุมใหญ่สามัญ ได้แก่ แอฟริกา,เอเซีย,อเมริกาใต้,ยุโรป,อเมริกาเหนือ,Oceania รวม 6 คน
ประเทศผู้สนับสนุน ( Depositary Government ) 1 คน ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะเป็นกรรมาธิการถาวร
ประเทศเจ้าภาพการประชุมใหญ่สมาชิก CITES  ครั้งที่ผ่านมาแล้วและครั้งต่อไป รวม 2 คน ซึ่งมีวาระการปฏิบัติงาน 2 สมัยการประชุมใหญ่สามัญ เช่นกัน สำหรับประธานและรองประธานกรรมาธิการให้เลือกจากผู้แทน 6 ภูมิภาคและผู้แทน 6 ภูมิภาคเท่านั้นที่มีสิทธิ์ออกเสียง ถ้าเสียงเท่ากันผู้แทนจากประเทศผู้สนับสนุนจะเป็นผู้ออกเสียงชี้ขาด
3. คณะกรรมาธิการด้านการสัตว์ ( Animal Committee ) สำนักเลขาธิการ CITES เป็นกรรมการด้านวิชาการคอยตรวจตราควบคุมปริมาณการค้าสัตว์ป่า พิจารณาเพิ่ม-ลดบัญชีสัตว์ป่า ตรวจสอบสภาวะใกล้จะสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า ซึ่งจะประกอบด้วยตัวแทนจาก 6 ภูมิภาคหลัก
4. คณะกรรมาธิการด้านพืช (Plant Committee ) มีหน้าที่คล้ายกับคณะกรรมาธิการด้านสัตว์ แต่เป็นด้านพืช ประกอบด้วยผู้แทนจาก 6 ภูมิภาคหลัก เช่นกัน
5. คณะกรรมาธิการจัดทำคู่มือจำแนกพันธุ์ ( Identification Manual Committee ) มีหน้าที่จัดทำคู่มือจำแนกชนิดพันธุ์สัตว์ป่า พืชป่า สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศสมาชิกใช้เป็นคู่มือในการออกใบอนุญาต ประกอบด้วยกรรมการอาสาสมัคร
6. คณะกรรมาธิการกำหนดชื่อวิทยาศาสตร์ (Nomenciature Committee ) มีหน้าที่พิจารณาชื่อวิทยาศาสตร์ของ พืชป่า สัตว์ป่าใน Appendix I-II-III ประกอบด้วยกรรมการอาสาสมัคร

 


หน้าที่ของสมาชิก CITES คือ

1.สมาชิกต้องกำหนดมาตราการในการบังคับใช้อนุสัญญา CITES มิให้มีการค้าสัตว์ป่า พืชป่าที่ผิดระเบียบอนุสัญญาฯ โดยมีมาตรการลงโทษผู้ค้า ผู้ครอบครอง ริบของกลางและส่งของกลางกลับแหล่งกำเนิด กรณีที่ทราบถึงถิ่นกำเนิด
2. ต้องตั้งด่านตรวจสัตว์ป่า พืชป่าระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมและตรวจสอบการค้าสัตว์ป่า พืชป่า และการขนส่งที่ปลอดภัยตามระเบียบอนุสัญญา CITES
3.ต้องส่งรายงานประจำปี ( Annual Report ) เกี่ยวกับสถิติการค้าสัตว์ป่า พืชป่าของประเทศตนแกสำนักงานเลขาธิการ CITES
4. ต้องจัดตั้งคณะทำงานฝ่ายปฏิบัติการ ( Management Authority ) และคณะทำงานฝ่ายวิทยาการ ( Scientific Authority )  ประจำประเทศ เพื่อควบคุมการค้าสัตว์ป่า พืชป่า
5. มีสิทธิ์เสนอขอเปลี่ยนแปลงชนิดพันธุ์ในบัญชี Appendix I-II-III ให้ภาคีพิจารณา

 


ระบบการควบคุมของ CITES

           การค้าสัตว์ป่า พืชป่าและผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศจะถูกควบคุมโดยระบบใบอนุญาต ( Permit ) ซึ่งหมายถึงว่า สัตว์ป่าและพืชป่าที่ CITES ควบคุมต้องมีใบอนุญาตในการ
1. นำเข้า ( Import )
2. ส่งออก ( Export )
3. นำผ่าน ( Transit )
4. ส่งกลับออกไป ( Re-export )

 


โครงสร้างของ CITES ในประเทศไทย

          ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับแรก เมื่อ พ.ศ.2503 ซึ่งเน้นการสงวนคุ้มครองสัตว์ป่าชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก มิได้ครอบคลุมไปถึงสัตว์ป่าที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในต่างประเทศซึ่งถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อการค้าสวนสัตว์หรือเพาะพันธุ์ ทำให้ประเทศไทยถูกพิจารณาลงโทษจากกลุ่มประเทศภาคีอนุสัญญา CITES ด้วยการห้ามทำการค้าสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์กับประเทศไทย ( Trade ban ) ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2534 เป็นต้นมา
          ต่อมาในเดือนกุมภาพันธุ์ พ.ศ.2535 ประเทศไทยได้ตราพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ขึ้น ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออกและนำผ่านซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ CITES  ควบคุมและกรมป่าไม้ไม่ได้ชี้แจง ทำความเข้าใจกับสำนักเลขาธิการ CITES ถึงความพยายามและความตั้งใจจริงของประเทศไทยในการถือปฏิบัติตามอนุสัญญา CITES นับแต่นี้ต่อไป เป็นผลให้สำนักเลขาธิการ CITES ประกาศยกเลิก Trade ban ต่อประเทศไทย ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2535 เป็นต้นมา ซึ่งผลเสียหายที่เกิดจาก Trade bsn ในครั้งนั้นประมาณว่าเป็นวงเงินสูงถึงหลายพันล้านบาท
          สำหรับพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 23 หมวด 4 กล่าวถึง การนำเข้า ส่งออก นำผ่านซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ CITES ควบคุม ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีการจัดตั้งด่านตรวจสัตว์ป่า ซึ่งในหลักการจะหมายถึงด่านตรวจสัตว์ป่าระหว่างประเทศนั่นเอง

 

สำหรับชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ CITES ควบคุม จะระบุไว้ในบัญชีหมายเลข 1,2,3 ( Appendix ) ของอนุสัญญาฯ โดยได้กำหนดหลักการไว้ว่า


ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 1 เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ ห้ามค้าโดยเด็ดขาด เนื่องจากใกล้จะสูญพันธุ์ ยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัยและเพาะพันธุ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากประเทศที่จะนำเข้าเสียก่อน ประเทศส่งออกจึงจะออกใบอนุญาตส่งออกให้ได้ โดยจะต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของชนิดพันธุ์นั้นๆด้วย
 

1

กระทิง

27

เสือดาวหรือเสือดำ

2

กวางผา

28

เสือไฟ

3

กูปรี

29

เสือลายเมฆ

4

ชะนีธรรมดา

30

หมีควายหรือหมีดำ

5

ชะนีมงกุฎ

31

หมีหมาหรือหมีคน

6

ชะนีมือดำ

32

ไก่ฟ้าหางลายขวาง

7

ชะมดแปลงลายจุดหรืออีเห็นลายเสือ

33

นกกาฮัง

8

ช้าง

34

นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร

9

นากใหญ่ธรรมดา

35

นกโจรสลัด

10

เนื้อทราย

36

นกชนหิน

11

ปลาวาฬแกลบครีบดำ

37

นกชาปีไหน

12

ปลาวาฬมิงค์

38

นกชายเลนเขียวลายจุด

13

ปลาวาฬหัวทุย

39

นกแต้วแล้วท้องดำ

14

พะยูนหรือหมูน้ำ

40

เป็ดก่า

15

แมวดาวหรือแมวแกว

41

เหยี่ยวเพเรกริน

16

แมวป่าหัวแบน

42

จระเข้น้ำเค็ม

17

แมวลายหินอ่อน

43

จระเข้น้ำจืด

18

แรด

44

ตะกวด

19

กระซู่

45

ตะโขง

20

ละองหรือละมั่ง

46

เต่ากระอาน

21

เลียงผา

47

เต่ากระ

22

ปลาโลมาขาวเทา

48

เต่าตนุ

23

ปลาโลมาขาวทะเลใต้

49

เต่าทะเลลอกเกอร์เฮด

24

ปลาโลมาหัวบาตรหลังเรียบ

50

เต่าหญ้าตาแดงหรือเต่าสังกะสี

25

สมเสร็จ

51

เต่ามะเฟือง

26

เสือโคร่ง

 

 

 

 

 

 


ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 2
เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ยังไม่ถึงกับใกล้จะสูญพันธุ์ จึงยังอนุญาตให้ค้าได้ แต่ต้องมีการควบคุมไม่ให้เกิดความเสียหาย หรือลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนถึงจุดใกล้จะสูญพันธุ์ โดยประเทศที่จะส่งออกต้องออกหนังสืออนุญาตให้ส่งออกและรับรองว่าการส่งออกแต่ละครั้งจะไม่กระทบกระเทือนต่อการดำรงอยู่ของชนิดพันธุ์นั้นๆในธรรมชาติ
 

1

ค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง Pteropus lylei

66

นกยูง

2

ค้างคาวแม่ไก่เกาะ Pteropus hypomelanus

67

เหยี่ยวออสเปร

3

ค้างคาวแม่ไก่ฝน Pteropus vampyrus

68

เหยี่ยวขาว

4

ชะมดแปลงลายแถบ

69

เหยี่ยวดำ

5

นากใหญ่ขนเรียบ

70

เหยี่ยวแดง

6

นากใหญ่จมูกขนหรือนากใหญ่หัวปลาดุก

71

เหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาล

7

นากเล็กเล็บสั้น

72

เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ

8

ปลาโลมาจุก

73

เหยี่ยวนกเขาหงอน

9

ปลาโลมาหัวขวดมลายู

74

เหยี่ยวนกเขาหงอน

10

ปลาโลมาหัวขวดธรรมดา

75

เหยี่ยวนกกระจอกใหญ่

11

ปลาโลมาหัวขวดปากสั้น

76

เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน

12

ปลาโลมาหัวบาตรครีบหลัง

77

เหยี่ยวนกเขาชิเครา

13

ปลาวาฬแกลบครีบขาวดำ

78

เหยี่ยวนกกระจอกเล็ก

14

ลิงลม

79

เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น

15

ลิงกัง 

80

เหยี่ยวผึ้ง

16

ลิงไอ้เงี้ยะ

81

เหยี่ยวทะเลทราย

17

ลิงเสน

82

เหยี่ยวปีกแดง

18

ลิงวอก

83

เหยี่ยวหน้าเทา

19

ลิงแสม

84

นกอินทรีหัวนวล

20

ค่างดำ

85

นกออก

21

ค่างแว่นถิ่นใต้

86

เหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทา

22

ค่างหงอก

87

เหยี่ยวปลาเล็กหัวเทา

23

ค่างแว่นถิ่นเหนือ

88

เหยี่ยวนิ้วสั้น

24

กระแตธรรมดา

89

เหยี่ยวรุ้ง

25

กระแตเล็ก

90

เหยี่ยวภูเขา

26

กระแตหางหมู

91

เหยี่ยวต่างสี

27

กระแตหางขนนก

92

เหยี่ยวดำท้องขาว

28

ลิ่นหรือนิ่มพันธุ์มลายู Manis javanica

93

เหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลท้องขาว

29

เสือปลา

94

เหยี่ยวท้องแดง

30

แมวป่าหรือเสือกระต่าย Felis chaus

95

นกอินทรีแถบปีกแดง

31

หมาใน

96

นกอินทรีเล็ก

32

อีเห็นน้ำ

97

นกอินทรีดำ

33

อีเห็นลายเสือโคร่งหรืออีเห็นลายพาด

98

นกอินทรีปีกลาย

34

นกกก นกกาฮังหรือนกกะวะ

99

นกอินทรีสีน้ำตาล

35

นกกระเรียน

100

นกอินทรีหัวไหล่ขาว

36

นกกระสาดำ

101

พญาแร้ง

37

นกแก้วโม่ง

102

อีแร้งดำหิมาลัย

38

นกแขกเต้า

103

อีแร้งสีน้ำตาล

39

นกแก้วหัวแพร

104

อีแร้งเทาหลังขาว

40

นกกะลิง,นกกะแล

105

เหยี่ยวทุ่ง

41

นกหกใหญ่

106

เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ

42

นกหกเล็กปากแดง

107

เหยี่ยวด่างดำขาว

43

นกหกเล็กปากดำ

108

เหยี่ยวเล็กตะโพกขาว

44

นกแสก

109

เหยี่ยวแมลงปอขาแดง

45

นกแสกแดง

110

เหยี่ยวแมลงปอขาดำ

46

นกเค้าเหยี่ยว

111

เหยี่ยวเคสตรัส

47

นกเค้าหน้าผากขาว

112

เหยี่ยวตีนแดง

48

นกเค้าแดง

113

เหยี่ยวฮอบบี้ยุโรป

49

นกเค้าภูเขา

114

เหยี่ยวค้างคาว

50

นกเค้าหูยาวเล็ก

115

นกแว่นสีเทา

51

นกเค้ากู่,นกฮูก

116

นกแว่นสีน้ำตาล

52

นกเค้าแคระ

117

นกหว้า

53

นกเค้าโม่ง,นกเค้าแมว

118

งูจงอาง

54

นกเค้าจุด

119

งูสิงหางลาย

55

นกเค้าป่าหลังจุด

120

งูเหลือม

56

นกเค้าป่าสีน้ำตาล

121

งูหลาม

57

นกเค้าแมวหูสั้น

122

งูหลามปากเป็ด

58

นกเค้าใหญ่พันธุ์เนปาล

123

งูเห่า

59

นกเค้าใหญ่พันธุ์สุมาตรา

124

เหี้ย,เหี้ยดอก,มังกรดอก

60

นกเค้าใหญ่สีคล้ำ

125

ตัวเงินตัวทอง,เหาช้าง

61

นกทึดทือพันธุ์เหนือ

126

ตุ๊ดตู่

62

นกทึดทือพันธุ์มลายู

127

แลนดอน

63

นกเงือกหัวแรด

128

เต่าเหลือง,เต่าเทียม,เต่าขี้ผึ้ง

64

นกแต้วแล้วลาย

129

เต่าเสือ,เต่ากระ,เต่าเขาสูง

65

นกเป็ดหงส์

130

เต่าหก

 

 

 

 


ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 3
เป็นชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว ขอความร่วมมือประเทศภาคีให้ช่วยดูแลการนำเข้า คือจะต้องมีหนังสือรับรองการส่งออกจากประเทศถิ่นกำเนิด

1

หมาจิ้งจอก Canis aureus

10

ควายบ้าน Bulalus arnee

2

หมาไม้ Martes flavigula

11

นกกระทาดงอกสีน้ำตาล Arborophila orientalis

3

เพียงพอนเหลือง Mustela sibirica

12

นกกระทาดงแข้งเขียว Arborophila charltonii

4

หมีขอหรือบินตุรง Arctictis binturong

13

ไก่ฟ้าหน้าเขียว Lophura ignita

5

อีเห็นธรรมดา Paradoxurus hermaphroditus

14

ไก่จุก Rollulus roulroul

6

ชะมดแผงสันหางดำ Viverra megaspila

15

งูปากกว้างน้ำเค็ม Cerberus rhynchops

7

ชะมดหางสั้นหางปล้อง Viverra Zibetha

16

งูลายสอ Xenochrophis piscator

8

ชะมดเช็ด Viverricula indica

17

งูแมวเซา Vipera russellii

9

พังพอนกินปู Herpestes urva

 

 

 

 

 

 

 

Author information goes here.
Copyright © 2549  [
www.talontourthai.com ]. All rights
reserved.
ปรับปรุงล่าสุด : มิถุนายน 27, 2549 .
ออกแบบและจัดทำโดย  PIRUNYA