| |
ไซเตส
(CITES) อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ
ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์
( The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild
Fauna and Flora ) หรือ
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
อนุสัญญาวอชิงตัน ( Washington Convention
)
ประเทศไทยเป็นสมาชิกลำดับที่
80
โดยลงนามรับรองอนุสัญญาในปี
2518 และให้สัตยาบันในวันที่ 21
มกราคม 2526
คณะกรรมการ CITES
ประจำประเทศไทย สังกัด
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ได้มีคำสั่งเลขที่ 339/2535
ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2535
แต่งตั้งคณะกรรมการ CITES ประจำประเทศไทยขึ้น
โดยมีหน้าที่ดำเนินการในกิจกรรมต่างๆและให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญา
CITES ในประเทศไทย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานของ
CITES ในประเทศไทยมอบหมายให้
ส่วนราชการที่มีหน้าที่โดยตรง
ในการดูแลชนิดพันธุ์ที่ CITES
ควบคุม คือ
สัตว์ป่า พืชป่า ของป่า
อยู่ในความรับผิดชอบของ
กรมป่าไม้
พืช
อยู่ในความรับผิดชอบของ
กรมวิชาการเกษตร
สัตว์น้ำ
อยู่ในความรับผิดชอบของ
กรมประมง
ปัจจุบัน
การดำเนินงานการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์ป่า
เพื่อมิให้ประชากรของสัตว์ป่าลดน้อยลงหรือสูญพันธุ์ไป
กรมป่าไม้
ได้ดำเนินการร่วมมือและประสานงานกับนานาชาติในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปราม
โดยได้จัดตั้งด่านตรวจสัตว์ป่าขึ้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติ
ท่าเรือและจุดตรวจตามแนวชายแดน
เพื่อป้องกันการลักลอบการค้า
การนำเข้า
การส่งออกและนำผ่านแดนซึ่งสัตว์ป่า
ที่กระทำผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ.2535
ในปัจจุบันได้จัดตั้งขึ้นแล้วจำนวน
49 ด่าน
|
| |
CITES เริ่มมีขึ้นเมื่อ
สหพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ
หรือ IUCN
ได้จัดการประชุมนานาชาติขึ้น
ในปี 2516 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
เพื่อร่างอนุสัญญา CITES ขึ้น
มีประเทศที่เข้าร่วมประชุม
83
ประเทศรวมทั้งตัวแทนจากประเทศไทยด้วย
โดยมีผู้ลงนามรับรองอนุสัญญาฉบับนี้ทันที
21 ประเทศ และในปีพ.ศ.2518 IUCN
ได้จัดตั้งสำนักงานเลขาธิการ
CITES ขึ้น
ทำหน้าที่บริหารอนุสัญญาฉบับนี้
ภายใต้การดูแลของ IUCN
ปัจจุบันมีสำนักงานอยู่ที่เมืองเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
มีสมาชิกกว่า 140 ประเทศ
โดยสมาชิกจะต้องจ่ายเงินอุดหนุนรายปีเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของสำนักเลขาธิการ
CITES สำหรับประเทศไทยนั้น
กรมป่าไม้เป็นผู้ขอตั้งงบประมาณเงินอุดหนุน
CITES โดยช่วงปี พ.ศ. 2536 - 2538
ประเทศไทยต้องจ่ายเงินปีละ
112,000 บาท ให้กับ CITES
จุดประสงค์ของ CITES คือ
การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าในโลก
เพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษย์ชาติโดยเน้นทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือมีการคุกคาม
ทำให้มีปริมาณร่อยหรอจนอาจเป็นเหตุให้สูญพันธุ์
วิธีการอนุรักษ์ของ CITES
ก็คือ
การสร้างเครือข่ายทั่วโลกในการควบคุมการค้าระหว่างประเทศ
( International Trade ) ทั้งสัตว์ป่า
พืชป่าและผลิตภัณฑ์
แต่ไม่ควบคุมการค้าภายในประเทศ
สำหรับชนิดพันธุ์อื่นๆ (Native
Species)
|
| |
โครงสร้างของ
CITES ประกอบไปด้วย
1. สำนักงานเลขาธิการ CITES (
CITES
Secretariat )
ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารสูงสุด
คือ เลขาธิการ ( Secretary General )
ซึ่งแต่งตั้งโดยผู้อำนวยการบริการของ
UNEP และบุคคลากรประจำหน้าที่ฝ่ายต่าง
โดยหน้าที่ของสำนักเลขาธิการ
CITES มีดังนี้
จัดประชุมใหญ่สมาชิกอนุสัญญาฯ
และอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกในการประชุม
ทำหน้าที่ตามมาตรา 15 และ 16
แห่งอนุสัญญา CITES ว่าด้วยการแก้ไขบัญชีรายชื่อสัตว์และพืชในบัญชีหมายเลข
1,2,3 ( Appendix I-II-III )
ศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมใหญ่ภาคี CITES
ตรวจสอบรายงานประจำปีของภาคี CITES
กระตุ้นภาคี CITES
ให้ตระหนักถึงวัตถุประสงค์ของอนุสัญญา
CITES
จัดพิมพ์รายชื่อชนิดพันธุ์ใน Appendix I-IIและ III
แจกจ่ายแก่สมาชิกพร้อมด้วยคำแนะนำอันเป็นประโยชน์ต่อการจำแนกชนิดพันธุ์นั้น
จัดทำรายงานผลงานประจำปีของ
สำนักงานเลขาธิการ CITES
เสนอสมาชิก
ให้คำแนะนำแก่สมาชิกในการปฏิบัติตามระเบียบอนุสัญญา CITES
2. คณะกรรมาธิการประจำ ( Standing
Committee ) ทำหน้าที่ดังนี้ คือให้คำแนะนำแก่สำนักเลขาธิการ CITES
ในการบริหารงานตาม อนุสัญญาฯ
ประสานงานในการจัดประชุมใหญ่ระหว่างสำนักเลขาธิการ CITES
และประเทศเจ้าภาพเป็นคณะกรรมการควบคุมกฎระเบียบวาระการประชุมใหญ่ภาคี CITES
รับรองงบประมาณประจำปีของสำนักเลขาธิการ CITES
ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆตามที่สมาชิกขอร้อง
คณะกรรมาธิการประจำประกอบด้วยบุคคล
9 คน ได้แก่ ผู้แทนจาก 6 ภูมิภาคหลัก ( Six
major geographic region ) ของ CITES
ซึ่งเลือกตั้งโดยสมาชิกในแต่ละภูมิภาค
มีวาระการปฏิบัติงาน 2
สมัยประชุมใหญ่สามัญ
ได้แก่ แอฟริกา,เอเซีย,อเมริกาใต้,ยุโรป,อเมริกาเหนือ,Oceania
รวม 6 คน
ประเทศผู้สนับสนุน ( Depositary
Government ) 1 คน ได้แก่
สวิตเซอร์แลนด์
ซึ่งจะเป็นกรรมาธิการถาวร
ประเทศเจ้าภาพการประชุมใหญ่สมาชิก CITES ครั้งที่ผ่านมาแล้วและครั้งต่อไป
รวม 2 คน
ซึ่งมีวาระการปฏิบัติงาน 2
สมัยการประชุมใหญ่สามัญ
เช่นกัน
สำหรับประธานและรองประธานกรรมาธิการให้เลือกจากผู้แทน
6 ภูมิภาคและผู้แทน 6
ภูมิภาคเท่านั้นที่มีสิทธิ์ออกเสียง
ถ้าเสียงเท่ากันผู้แทนจากประเทศผู้สนับสนุนจะเป็นผู้ออกเสียงชี้ขาด
3.
คณะกรรมาธิการด้านการสัตว์
( Animal Committee ) สำนักเลขาธิการ CITES
เป็นกรรมการด้านวิชาการคอยตรวจตราควบคุมปริมาณการค้าสัตว์ป่า
พิจารณาเพิ่ม-ลดบัญชีสัตว์ป่า
ตรวจสอบสภาวะใกล้จะสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า
ซึ่งจะประกอบด้วยตัวแทนจาก
6 ภูมิภาคหลัก
4. คณะกรรมาธิการด้านพืช (Plant
Committee )
มีหน้าที่คล้ายกับคณะกรรมาธิการด้านสัตว์
แต่เป็นด้านพืช
ประกอบด้วยผู้แทนจาก 6
ภูมิภาคหลัก เช่นกัน
5.
คณะกรรมาธิการจัดทำคู่มือจำแนกพันธุ์
( Identification Manual Committee )
มีหน้าที่จัดทำคู่มือจำแนกชนิดพันธุ์สัตว์ป่า
พืชป่า
สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศสมาชิกใช้เป็นคู่มือในการออกใบอนุญาต
ประกอบด้วยกรรมการอาสาสมัคร
6.
คณะกรรมาธิการกำหนดชื่อวิทยาศาสตร์
(Nomenciature Committee )
มีหน้าที่พิจารณาชื่อวิทยาศาสตร์ของ
พืชป่า สัตว์ป่าใน Appendix I-II-III
ประกอบด้วยกรรมการอาสาสมัคร
|
| |
หน้าที่ของสมาชิก
CITES คือ
1.สมาชิกต้องกำหนดมาตราการในการบังคับใช้อนุสัญญา
CITES มิให้มีการค้าสัตว์ป่า
พืชป่าที่ผิดระเบียบอนุสัญญาฯ
โดยมีมาตรการลงโทษผู้ค้า
ผู้ครอบครอง
ริบของกลางและส่งของกลางกลับแหล่งกำเนิด
กรณีที่ทราบถึงถิ่นกำเนิด
2.
ต้องตั้งด่านตรวจสัตว์ป่า
พืชป่าระหว่างประเทศ
เพื่อควบคุมและตรวจสอบการค้าสัตว์ป่า
พืชป่า
และการขนส่งที่ปลอดภัยตามระเบียบอนุสัญญา
CITES
3.ต้องส่งรายงานประจำปี ( Annual
Report ) เกี่ยวกับสถิติการค้าสัตว์ป่า
พืชป่าของประเทศตนแกสำนักงานเลขาธิการ
CITES
4.
ต้องจัดตั้งคณะทำงานฝ่ายปฏิบัติการ
( Management Authority ) และคณะทำงานฝ่ายวิทยาการ
( Scientific Authority ) ประจำประเทศ
เพื่อควบคุมการค้าสัตว์ป่า
พืชป่า
5.
มีสิทธิ์เสนอขอเปลี่ยนแปลงชนิดพันธุ์ในบัญชี
Appendix I-II-III ให้ภาคีพิจารณา
|
| |
ระบบการควบคุมของ CITES
การค้าสัตว์ป่า
พืชป่าและผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศจะถูกควบคุมโดยระบบใบอนุญาต
( Permit ) ซึ่งหมายถึงว่า
สัตว์ป่าและพืชป่าที่ CITES
ควบคุมต้องมีใบอนุญาตในการ
1. นำเข้า ( Import )
2. ส่งออก ( Export )
3. นำผ่าน ( Transit )
4. ส่งกลับออกไป ( Re-export )
|
| |
โครงสร้างของ
CITES ในประเทศไทย
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับแรก
เมื่อ พ.ศ.2503
ซึ่งเน้นการสงวนคุ้มครองสัตว์ป่าชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก
มิได้ครอบคลุมไปถึงสัตว์ป่าที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในต่างประเทศซึ่งถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อการค้าสวนสัตว์หรือเพาะพันธุ์
ทำให้ประเทศไทยถูกพิจารณาลงโทษจากกลุ่มประเทศภาคีอนุสัญญา CITES
ด้วยการห้ามทำการค้าสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์กับประเทศไทย
( Trade ban )
ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2534
เป็นต้นมา
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธุ์
พ.ศ.2535
ประเทศไทยได้ตราพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ.2535 ขึ้น
ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการนำเข้า
ส่งออกและนำผ่านซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ CITES
ควบคุมและกรมป่าไม้ไม่ได้ชี้แจง
ทำความเข้าใจกับสำนักเลขาธิการ CITES
ถึงความพยายามและความตั้งใจจริงของประเทศไทยในการถือปฏิบัติตามอนุสัญญา CITES
นับแต่นี้ต่อไป
เป็นผลให้สำนักเลขาธิการ
CITES ประกาศยกเลิก Trade ban
ต่อประเทศไทย
ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2535
เป็นต้นมา
ซึ่งผลเสียหายที่เกิดจาก
Trade bsn
ในครั้งนั้นประมาณว่าเป็นวงเงินสูงถึงหลายพันล้านบาท
สำหรับพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ.2535 มาตรา 23 หมวด 4
กล่าวถึง การนำเข้า
ส่งออก
นำผ่านซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่
CITES ควบคุม
ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีการจัดตั้งด่านตรวจสัตว์ป่า
ซึ่งในหลักการจะหมายถึงด่านตรวจสัตว์ป่าระหว่างประเทศนั่นเอง
|
|
สำหรับชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ CITES
ควบคุม
จะระบุไว้ในบัญชีหมายเลข
1,2,3 ( Appendix ) ของอนุสัญญาฯ
โดยได้กำหนดหลักการไว้ว่า |
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข
1
เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่
ห้ามค้าโดยเด็ดขาด
เนื่องจากใกล้จะสูญพันธุ์
ยกเว้นเพื่อการศึกษา
วิจัยและเพาะพันธุ์
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากประเทศที่จะนำเข้าเสียก่อน
ประเทศส่งออกจึงจะออกใบอนุญาตส่งออกให้ได้
โดยจะต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของชนิดพันธุ์นั้นๆด้วย
|
|
1 |
กระทิง
|
27 |
เสือดาวหรือเสือดำ
|
|
2 |
กวางผา
|
28 |
เสือไฟ
|
|
3 |
กูปรี
|
29 |
เสือลายเมฆ
|
|
4 |
ชะนีธรรมดา
|
30 |
หมีควายหรือหมีดำ
|
|
5 |
ชะนีมงกุฎ
|
31 |
หมีหมาหรือหมีคน
|
|
6 |
ชะนีมือดำ
|
32 |
ไก่ฟ้าหางลายขวาง
|
|
7 |
ชะมดแปลงลายจุดหรืออีเห็นลายเสือ
|
33 |
นกกาฮัง
|
|
8 |
ช้าง
|
34 |
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
|
|
9 |
นากใหญ่ธรรมดา
|
35 |
นกโจรสลัด
|
|
10 |
เนื้อทราย
|
36 |
นกชนหิน
|
|
11 |
ปลาวาฬแกลบครีบดำ
|
37 |
นกชาปีไหน
|
|
12 |
ปลาวาฬมิงค์
|
38 |
นกชายเลนเขียวลายจุด
|
|
13 |
ปลาวาฬหัวทุย
|
39 |
นกแต้วแล้วท้องดำ
|
|
14 |
พะยูนหรือหมูน้ำ
|
40 |
เป็ดก่า
|
|
15 |
แมวดาวหรือแมวแกว
|
41 |
เหยี่ยวเพเรกริน
|
|
16 |
แมวป่าหัวแบน
|
42 |
จระเข้น้ำเค็ม
|
|
17 |
แมวลายหินอ่อน
|
43 |
จระเข้น้ำจืด
|
|
18 |
แรด
|
44 |
ตะกวด
|
|
19 |
กระซู่
|
45 |
ตะโขง
|
|
20 |
ละองหรือละมั่ง
|
46 |
เต่ากระอาน
|
|
21 |
เลียงผา
|
47 |
เต่ากระ
|
|
22 |
ปลาโลมาขาวเทา
|
48 |
เต่าตนุ
|
|
23 |
ปลาโลมาขาวทะเลใต้
|
49 |
เต่าทะเลลอกเกอร์เฮด
|
|
24 |
ปลาโลมาหัวบาตรหลังเรียบ
|
50 |
เต่าหญ้าตาแดงหรือเต่าสังกะสี
|
|
25 |
สมเสร็จ
|
51 |
เต่ามะเฟือง
|
|
26 |
เสือโคร่ง
|
|
|
| |
|
|
|
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข
2
เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ยังไม่ถึงกับใกล้จะสูญพันธุ์
จึงยังอนุญาตให้ค้าได้
แต่ต้องมีการควบคุมไม่ให้เกิดความเสียหาย
หรือลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนถึงจุดใกล้จะสูญพันธุ์
โดยประเทศที่จะส่งออกต้องออกหนังสืออนุญาตให้ส่งออกและรับรองว่าการส่งออกแต่ละครั้งจะไม่กระทบกระเทือนต่อการดำรงอยู่ของชนิดพันธุ์นั้นๆในธรรมชาติ
|
|
1 |
ค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง
Pteropus lylei
|
66 |
นกยูง
|
|
2 |
ค้างคาวแม่ไก่เกาะ
Pteropus hypomelanus
|
67 |
เหยี่ยวออสเปร
|
|
3 |
ค้างคาวแม่ไก่ฝน
Pteropus vampyrus
|
68 |
เหยี่ยวขาว
|
|
4 |
ชะมดแปลงลายแถบ
|
69 |
เหยี่ยวดำ
|
|
5 |
นากใหญ่ขนเรียบ
|
70 |
เหยี่ยวแดง
|
|
6 |
นากใหญ่จมูกขนหรือนากใหญ่หัวปลาดุก
|
71 |
เหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาล
|
|
7 |
นากเล็กเล็บสั้น
|
72 |
เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ
|
|
8 |
ปลาโลมาจุก
|
73 |
เหยี่ยวนกเขาหงอน
|
|
9 |
ปลาโลมาหัวขวดมลายู
|
74 |
เหยี่ยวนกเขาหงอน
|
|
10 |
ปลาโลมาหัวขวดธรรมดา
|
75 |
เหยี่ยวนกกระจอกใหญ่
|
|
11 |
ปลาโลมาหัวขวดปากสั้น
|
76 |
เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน
|
|
12 |
ปลาโลมาหัวบาตรครีบหลัง
|
77 |
เหยี่ยวนกเขาชิเครา
|
|
13 |
ปลาวาฬแกลบครีบขาวดำ
|
78 |
เหยี่ยวนกกระจอกเล็ก
|
|
14 |
ลิงลม
|
79 |
เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น
|
|
15 |
ลิงกัง
|
80 |
เหยี่ยวผึ้ง
|
|
16 |
ลิงไอ้เงี้ยะ
|
81 |
เหยี่ยวทะเลทราย
|
|
17 |
ลิงเสน
|
82 |
เหยี่ยวปีกแดง
|
|
18 |
ลิงวอก
|
83 |
เหยี่ยวหน้าเทา
|
|
19 |
ลิงแสม
|
84 |
นกอินทรีหัวนวล
|
|
20 |
ค่างดำ
|
85 |
นกออก
|
|
21 |
ค่างแว่นถิ่นใต้
|
86 |
เหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทา
|
|
22 |
ค่างหงอก
|
87 |
เหยี่ยวปลาเล็กหัวเทา
|
|
23 |
ค่างแว่นถิ่นเหนือ
|
88 |
เหยี่ยวนิ้วสั้น
|
|
24 |
กระแตธรรมดา
|
89 |
เหยี่ยวรุ้ง
|
|
25 |
กระแตเล็ก
|
90 |
เหยี่ยวภูเขา
|
|
26 |
กระแตหางหมู
|
91 |
เหยี่ยวต่างสี
|
|
27 |
กระแตหางขนนก
|
92 |
เหยี่ยวดำท้องขาว
|
|
28 |
ลิ่นหรือนิ่มพันธุ์มลายู
Manis javanica
|
93 |
เหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลท้องขาว
|
|
29 |
เสือปลา
|
94 |
เหยี่ยวท้องแดง
|
|
30 |
แมวป่าหรือเสือกระต่าย
Felis chaus
|
95 |
นกอินทรีแถบปีกแดง
|
|
31 |
หมาใน
|
96 |
นกอินทรีเล็ก
|
|
32 |
อีเห็นน้ำ
|
97 |
นกอินทรีดำ
|
|
33 |
อีเห็นลายเสือโคร่งหรืออีเห็นลายพาด
|
98 |
นกอินทรีปีกลาย
|
|
34 |
นกกก
นกกาฮังหรือนกกะวะ
|
99 |
นกอินทรีสีน้ำตาล
|
|
35 |
นกกระเรียน
|
100 |
นกอินทรีหัวไหล่ขาว
|
|
36 |
นกกระสาดำ
|
101 |
พญาแร้ง
|
|
37 |
นกแก้วโม่ง
|
102 |
อีแร้งดำหิมาลัย
|
|
38 |
นกแขกเต้า
|
103 |
อีแร้งสีน้ำตาล
|
|
39 |
นกแก้วหัวแพร
|
104 |
อีแร้งเทาหลังขาว
|
|
40 |
นกกะลิง,นกกะแล
|
105 |
เหยี่ยวทุ่ง
|
|
41 |
นกหกใหญ่
|
106 |
เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ
|
|
42 |
นกหกเล็กปากแดง
|
107 |
เหยี่ยวด่างดำขาว
|
|
43 |
นกหกเล็กปากดำ
|
108 |
เหยี่ยวเล็กตะโพกขาว
|
|
44 |
นกแสก
|
109 |
เหยี่ยวแมลงปอขาแดง
|
|
45 |
นกแสกแดง
|
110 |
เหยี่ยวแมลงปอขาดำ
|
|
46 |
นกเค้าเหยี่ยว
|
111 |
เหยี่ยวเคสตรัส
|
|
47 |
นกเค้าหน้าผากขาว
|
112 |
เหยี่ยวตีนแดง
|
|
48 |
นกเค้าแดง
|
113 |
เหยี่ยวฮอบบี้ยุโรป
|
|
49 |
นกเค้าภูเขา
|
114 |
เหยี่ยวค้างคาว
|
|
50 |
นกเค้าหูยาวเล็ก
|
115 |
นกแว่นสีเทา
|
|
51 |
นกเค้ากู่,นกฮูก
|
116 |
นกแว่นสีน้ำตาล
|
|
52 |
นกเค้าแคระ
|
117 |
นกหว้า
|
|
53 |
นกเค้าโม่ง,นกเค้าแมว
|
118 |
งูจงอาง
|
|
54 |
นกเค้าจุด
|
119 |
งูสิงหางลาย
|
|
55 |
นกเค้าป่าหลังจุด
|
120 |
งูเหลือม
|
|
56 |
นกเค้าป่าสีน้ำตาล
|
121 |
งูหลาม
|
|
57 |
นกเค้าแมวหูสั้น
|
122 |
งูหลามปากเป็ด
|
|
58 |
นกเค้าใหญ่พันธุ์เนปาล
|
123 |
งูเห่า
|
|
59 |
นกเค้าใหญ่พันธุ์สุมาตรา
|
124 |
เหี้ย,เหี้ยดอก,มังกรดอก
|
|
60 |
นกเค้าใหญ่สีคล้ำ
|
125 |
ตัวเงินตัวทอง,เหาช้าง
|
|
61 |
นกทึดทือพันธุ์เหนือ
|
126 |
ตุ๊ดตู่
|
|
62 |
นกทึดทือพันธุ์มลายู
|
127 |
แลนดอน
|
|
63 |
นกเงือกหัวแรด
|
128 |
เต่าเหลือง,เต่าเทียม,เต่าขี้ผึ้ง
|
|
64 |
นกแต้วแล้วลาย
|
129 |
เต่าเสือ,เต่ากระ,เต่าเขาสูง
|
|
65 |
นกเป็ดหงส์
|
130 |
เต่าหก
|
| |
|
|
|
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข
3
เป็นชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว
ขอความร่วมมือประเทศภาคีให้ช่วยดูแลการนำเข้า
คือจะต้องมีหนังสือรับรองการส่งออกจากประเทศถิ่นกำเนิด
|
|
1 |
หมาจิ้งจอก
Canis aureus
|
10 |
ควายบ้าน
Bulalus arnee
|
|
2 |
หมาไม้
Martes flavigula
|
11 |
นกกระทาดงอกสีน้ำตาล
Arborophila orientalis
|
|
3 |
เพียงพอนเหลือง
Mustela sibirica
|
12 |
นกกระทาดงแข้งเขียว Arborophila charltonii
|
|
4 |
หมีขอหรือบินตุรง
Arctictis binturong
|
13 |
ไก่ฟ้าหน้าเขียว
Lophura ignita
|
|
5 |
อีเห็นธรรมดา
Paradoxurus hermaphroditus
|
14 |
ไก่จุก
Rollulus roulroul
|
|
6 |
ชะมดแผงสันหางดำ
Viverra megaspila
|
15 |
งูปากกว้างน้ำเค็ม
Cerberus rhynchops
|
|
7 |
ชะมดหางสั้นหางปล้อง
Viverra Zibetha
|
16 |
งูลายสอ
Xenochrophis piscator
|
|
8 |
ชะมดเช็ด
Viverricula indica
|
17 |
งูแมวเซา
Vipera russellii
|
|
9 |
พังพอนกินปู
Herpestes urva
|
|
|
| |
|
|
|
|
Author
information goes here.
Copyright © 2549 [
www.talontourthai.com ]. All rights
reserved.
ปรับปรุงล่าสุด :
มิถุนายน 27, 2549
.
ออกแบบและจัดทำโดย
PIRUNYA |
|